| Chayut's profilechayutPhotosBlog | Help |
|
August 26 ชีวิตกับ SHMความสุขเป็นตัวสร้างความทุกข์ และความทุกข์เป็นตัวสร้างความสุข
ตัวอย่าง: เวลาอ่านการ์ตูนเป็นสิ่งที่มีความสุข แต่เมื่ออ่านหมดแล้วไม่มีตอนใหม่มาให้อ่านต่อก็เป็นความทุกข์ ทั้งที่ถ้าไม่ได้อ่านการ์ตูนแต่แรกก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์อะไร หรือเวลาออกไปข้างนอกอากาศหนาวจัดๆ ก็เกิดความทุกข์ แต่เมื่อเข้ามาในห้องอุ่นๆ ก็เกิดความสุข ทั้งที่ถ้าอยู่ในห้องอุ่นๆ แต่แรกการอยู่ในห้องก็ไม่ได้สร้างความสุขอะไร
แต่ความสุขทุกข์มาจากการยึดติด การปรุงแต่ง
ถ้าเราไม่ยึดติดกับการ์ตูน เพียงรับรู้ว่าเราเห็น เป็นสํญญาณที่ส่งจากตามายังสมองแล้วแปลเป็นภาพ ไม่ปรุงแต่งเรื่องราวจากสิ่งที่เห็น เราย่อมไม่เกิดความสุขเมื่ออ่านและไม่เกิดทุกข์เมื่อหยุดอ่าน เช่นเดียวกับว่าถ้าเราไม่ยึดติดกับร่างกายของเรา เมื่อหนาวก็เพียงรับรู้ว่าผิวหนังส่งสัญญาณสู่สมองว่าอากาศหนาว เราย่อมไม่ทุกข์เมื่อออกไปในที่ที่หนาวจัด และไม่สุขเมื่อเดินเข้าห้องอุ่นๆ คำกล่าวที่ว่าทุกข์สุขอยู่ที่ใจจึงหมายถึงว่าความทุกข์สุขเกิดจากใจยึดติด ปรุงแต่งสัมผัสที่เราได้รับเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด ซึ่งทวารของสัมผัส
ชีวิตคนเราเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ แกว่งไปมาเหมือน SHM
ถ้าเคยเรียนฟิสิกส์มาคงจะรู้จัก Simple Harmonic Motion ซึ่งมันจะแกว่งไปมาไม่หยุด เหมือนกับความสุขความทุกข์ในชีวิตคนเรา ยิ่งสุขมากก็ยิ่งทุกข์มากเพราะยึดติดมาก การแกว่งนี้จะแกว่งผ่านจุดสมดุลตลอดเวลา แต่ไม่เคยหยุดที่จุดสมดุลทั้งถ้าที่มันหยุดที่จุดสมดุลมันก็จะหยุดตลอดไป ถ้าหากห่างจากจุดสมดุลเพียงเล็กน้อย มันก็จะแกว่งต่อไปไม่หยุด
การหยุดที่จุดสมดุลนั้นก็คือนิพพานนั่นเอง มีความสงบนิ่ง มีความเป็นสายกลาง เป็นความสุขปีติที่ต่างทางโลกเพราะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว August 08 wine กับหยินหยางจากการอ่านทำให้ทราบมาว่า:
จากการสังเกต
จากการมั่วเอง
เลยทำให้คิดว่าไวน์แดงเป็นหยาง ส่วนไวน์ขาวเป็นหยิน May 17 เวลาก่อนสอบควรทำอะไรดี
ถ้าทำได้แค่หนึ่งอย่าง จะเลือกทำอะไร May 01 หนังจีนสอนให้ฉันรู้ว่า
April 15 การรับรู้เวลาThought Experiment:
1. สมมติว่าคุณเป็นยอดมนุษย์ที่ทำทุกอย่างได้เร็วกว่าคนอื่น 2 เท่า คุณเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็น slow motion ไปหมด นั่นคือเวลาของคนอื่น 1 วินาที ถูกยืดเป็นเวลาของคุณ 2 วินาที (สมมติในหนึ่งวินาทีคนอื่นเขียนอักษรได้ 3 ตัว คุณจะเขียนได้ 6 ตัวเพราะเหมือนกับว่าคุณมีเวลามากขึ้นสองเท่า)
2. สมมติว่าคุณเป็นยอดมนุษย์ที่มีความสามารถคล้ายๆ กับในข้อ 1. คือคุณเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็น slow motion ช้าลงเป็นสองเท่าทั้งหมด แต่ร่างกายของตัวเองก็เคลื่อนไหวเป็น slow motion เช่นกัน นั่นคือคุณมีความเป็นยอดมนุษย์ในเรื่องเฉพาะการรับรู้ แต่ไม่ใช่ในเรื่องร่างกาย (ประสิทธิภาพร่างกายเทียบเท่าคนอื่น) อย่างไรก็ตาม การที่เห็นทุกอย่างเป็น slow motion ก็ยังหมายความว่าเวลาของคุณถูกยืดยาวกว่าเวลาคนอื่น 2 เท่าอยู่ดี
3. จากข้อสอง ถ้าตัดเรื่องความรับรู้จากภายนอกผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ออกไป (นั่นคือในข้อนี้ ประสาทสัมผัสรับรู้ของคุณมีประสิทธิภาพด้านความเร็วเทียบเท่าคนอื่น) สิ่งที่ทำให้แตกต่างในเรื่องเวลาระหว่างคุณกับคนอื่นก็จะเหลือเพียงแค่เรื่องของความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือสมมติว่าคนอื่นคิด 1+1=2 ได้ใน 1 วินาที คุณจะใช้เวลาเพียง 1/2 วินาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่คุณเห็นในขณะนี้จะไม่เป็น slow motion อีกต่อไปเพราะว่าประสาทสัมผัสของคุณช้าลง ในข้อนี้คุณจะไม่สามารถแบ่งแยกจากภายนอกได้อีกต่อไปว่าเวลาของคุณช้ากว่าคนอื่น 2 เท่า
4. สมมติว่าเราสามารถแยกส่วนประกอบย่อยของความคิดต่างๆ ออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ เล็กๆ ที่เล็กที่สุดและไม่สามารถแบ่งต่อไปได้อีก ("atom" ของความคิด คล้ายกับการแบ่งคำสั่งใหญ่ๆ ใน computer เป็นคำสั่งย่อย) ถ้าหน่วยความคิดย่อยเหล่านี้ใช้เวลาในการเกิดและดับไปเท่าๆ กันหมด เราสามารถกล่าวประโยคเช่นว่า นาย a มีความสามารถในการใช้ความคิดในอัตราสูงสุด 50 หน่วยต่อวินาทีได้ ในกรณีของยอดมนุษย์ที่กล่าวในข้อ 3 นั่นคือยอดมนุษย์มีอัตราการใช้ความคิดสูงเป็น 2 เท่าของคนอื่น
5. มองในมุมกลับกัน การที่ยอดมนุษย์มีเวลาที่ยืดออกเป็น 2 เท่าเทียบกับคนอื่นๆ เกิดจากการที่เขาสามารถคิดด้วยอัตราเร็วเป็นสองเท่าของคนอื่นได้ นั่นคือการที่คนๆ หนึ่งคิดได้เร็ว ทำให้เวลาของคนๆ นั้นยืดออก เมื่อเวลาของคนๆ นั้นยิดออกเขาก็จะรู้สึกว่าเวลาของเขาผ่านไปช้าลง
จาก Thought Experiment จะเห็นได้ว่าเวลาของคนๆ หนึ่งจะผ่านไปเร็วหรือช้าขึ้นกับอัตราการเกิดดับของความคิดที่คนๆ นั้นมีนะขณะนั้นๆ อัตราการเกิดดับความคิดที่มาก จะทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลง นั่นคือการรับรู้เวลาของคนๆ หนึ่งเป็นผลมาจากอัตราความคิดที่คนๆ นั้นมีในขณะนั้นๆ ซึ่งอัตราความคิดนี้นอกจากจะต่างกันในต่างบุคคลแล้วยังต่างกันในคนๆ เดียวด้วยในขณะที่ใช้ความคิดต่างกัน
ตัวอย่าง:
เราทราบกันว่าเวลาความสุขมักจะผ่านไปเร็วมากกว่าเวลาความทุกข์ ส่วนมากเวลาความสุขก็คิอเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไรมาก (เช่น พักผ่อน) ส่วนเวลาความทุกข์ก็คือเวลาที่เราคิดมาก หรือต้องทำงานหนัก (ซึ่งต้องใช้ความคิด) นั่นเอง
หรือในกรณีการนอนหลับ ถ้าเราไม่ฝันเราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปมากเท่าไร หรือบอกไม่ได้ว่าเวลาผ่านไปแค่ไหน แต่ถ้าเราฝันหนักๆ มากๆ จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนาน แม้จะหลับฝันไปแค่แป๊บเดียว April 14 คนเราจะขี้เกียจก็หาข้ออ้างได้เสมอก่อนสอบ : ต้องพักผ่อนให้มาก ทำใจให้สบายก่อนสอบ
หลังสอบ : เพิ่งสอบเสร็จ เหนื่อย ต้องพักผ่อน
วันจันทร์ถึงพฤหัส : การบ้านและงานที่ต้องอ่าน เก็บไว้ทำวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ดีกว่า
วันศุกร์ : วันศุกร์ทั้งทีต้อง party พรุ่งนี้ค่อยทำงาน
วันเสาร์ : ยังเหลือวันอาทิตย์อีกวัน ไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้วะ
วันอาทิตย์ : ทำไม่เราไม่ทำตั้งแต่วันศุกร์วะ T-T ... ทำแค่การบ้านที่ต้องส่งก่อนละกัน พวกที่ไม่จำเป็นไว้ไปทำเอาวันธรรมดา
ก่อนกิน : หิว ไม่มีแรงทำงาน
หลังกิน : กินอิ่มมาใหม่ๆ ง่วง นอนดีกว่า
ก่อนเที่ยงคืน : รอดึกๆค่อยทำงานดีกว่า
หลังเที่ยงคืน : ง่วงแล้ว พรุ่งนี้ค่อยทำ
<นอกเรื่อง>
วันนี้อาจารย์ฟิสิกส์พูดว่า ถ้าจะเช็คว่าเข้าใจในฟิสิกส์มั้ย ให้ถามตัวเองว่าสามารถแก้โจทย์โดยให้ intuition ได้หรือไม่ April 10 ironyการสอนที่ดีที่สุดคือการไม่สอน
การบุกคือการตั้งรับที่ดีทึ่สุด
การตั้งรับคือการบุกที่ดีที่สุด
เรามักอ่านหนังสือมากไปเวลาข้อสอบง่าย และมักอ่านน้อยไปเวลาที่มันยาก
และส่วนมาก ส่วนที่อ่านจะไม่ออก ส่วนที่ออกจะไม่อ่าน
วันที่เราจะไม่ขึ้นรถเมล์ มันจะมา
และมันจะไม่มาในวันที่เราจะขึ้น |
|
|||
|
|