Chayut's profilechayutPhotosBlog Tools Help

Blog


    26 August

    ชีวิตกับ SHM

    ความสุขเป็นตัวสร้างความทุกข์ และความทุกข์เป็นตัวสร้างความสุข
    ตัวอย่าง: เวลาอ่านการ์ตูนเป็นสิ่งที่มีความสุข แต่เมื่ออ่านหมดแล้วไม่มีตอนใหม่มาให้อ่านต่อก็เป็นความทุกข์ ทั้งที่ถ้าไม่ได้อ่านการ์ตูนแต่แรกก็ไม่ได้รู้สึกทุกข์อะไร หรือเวลาออกไปข้างนอกอากาศหนาวจัดๆ ก็เกิดความทุกข์ แต่เมื่อเข้ามาในห้องอุ่นๆ ก็เกิดความสุข ทั้งที่ถ้าอยู่ในห้องอุ่นๆ แต่แรกการอยู่ในห้องก็ไม่ได้สร้างความสุขอะไร
    แต่ความสุขทุกข์มาจากการยึดติด การปรุงแต่ง
    ถ้าเราไม่ยึดติดกับการ์ตูน เพียงรับรู้ว่าเราเห็น เป็นสํญญาณที่ส่งจากตามายังสมองแล้วแปลเป็นภาพ ไม่ปรุงแต่งเรื่องราวจากสิ่งที่เห็น เราย่อมไม่เกิดความสุขเมื่ออ่านและไม่เกิดทุกข์เมื่อหยุดอ่าน เช่นเดียวกับว่าถ้าเราไม่ยึดติดกับร่างกายของเรา เมื่อหนาวก็เพียงรับรู้ว่าผิวหนังส่งสัญญาณสู่สมองว่าอากาศหนาว เราย่อมไม่ทุกข์เมื่อออกไปในที่ที่หนาวจัด และไม่สุขเมื่อเดินเข้าห้องอุ่นๆ คำกล่าวที่ว่าทุกข์สุขอยู่ที่ใจจึงหมายถึงว่าความทุกข์สุขเกิดจากใจยึดติด ปรุงแต่งสัมผัสที่เราได้รับเข้ามาทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ความคิด ซึ่งทวารของสัมผัส
    ชีวิตคนเราเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ แกว่งไปมาเหมือน SHM
    ถ้าเคยเรียนฟิสิกส์มาคงจะรู้จัก Simple Harmonic Motion ซึ่งมันจะแกว่งไปมาไม่หยุด เหมือนกับความสุขความทุกข์ในชีวิตคนเรา ยิ่งสุขมากก็ยิ่งทุกข์มากเพราะยึดติดมาก การแกว่งนี้จะแกว่งผ่านจุดสมดุลตลอดเวลา แต่ไม่เคยหยุดที่จุดสมดุลทั้งถ้าที่มันหยุดที่จุดสมดุลมันก็จะหยุดตลอดไป ถ้าหากห่างจากจุดสมดุลเพียงเล็กน้อย มันก็จะแกว่งต่อไปไม่หยุด
    การหยุดที่จุดสมดุลนั้นก็คือนิพพานนั่นเอง มีความสงบนิ่ง มีความเป็นสายกลาง เป็นความสุขปีติที่ต่างทางโลกเพราะเป็นความสุขที่ยั่งยืน ไม่ใช่ชั่วครั้งชั่วคราว
    08 August

    wine กับหยินหยาง

    จากการอ่านทำให้ทราบมาว่า:
    • กรดเป็นหยิน ด่างเป็นหยาง
    • อากาศเย็นทำให้องุ่นมี acid
    • แดด ความร้อนทำให้เปลือกองุ่นหนา ซึ่งในเปลือกองุ่นมี tannin สูง
    • องุ่นทำไวน์ขาวมักปลูกดีในที่ที่มีอากาศเย็น ส่วนองุ่นทำไวน์แดงจะปลูกดีในที่ที่มีอากาศร้อนกว่า
    • ไวน์แดงจะมี tannin ส่วนไวน์ขาวที่ไม่บ่ม oak จะไม่มี tannin
    • ไวน์ขาวมีกรดมากกว่าไวน์แดง
    • หยางเป็นพลังที่รวมสู่ศูนย์กลาง หยินเป็นพลังที่แผ่กระจายออก

    จากการสังเกต

    • เวลาดื่มไวน์แดงจะร้อนอยู่ข้างใน แต่เวลาดื่มไวน์ขาวถึงจะร้อนแต่ก็เหงื่อออก

    จากการมั่วเอง

    • tannin ให้ความรู้สึกเป็นด่าง (กัดๆ แห้งๆ)

    เลยทำให้คิดว่าไวน์แดงเป็นหยาง ส่วนไวน์ขาวเป็นหยิน

    17 May

    เวลาก่อนสอบควรทำอะไรดี

    1. จัดการกับความรู้ : อ่านหนังสือ
    2. จัดการกับความเครียด : อ่านการ์ตูน
    3. จัดการกับความง่วง : นอน

    ถ้าทำได้แค่หนึ่งอย่าง จะเลือกทำอะไร

    01 May

    หนังจีนสอนให้ฉันรู้ว่า

    1. ทำความดีเข้าไว้ ตกหน้าผาจะไม่ตายแต่ได้วิชา
    2. สักวันจะมีคนมาบอกว่าเค้าเป็นพ่อ/แม่ที่แท้จริงของเรา
    3. รักแท้ต้องมีอุปสรรค (เยอะมากมาย)
    4. ฝ่ายธรรมะมักใช้แผนเลวๆ ฝ่ายอธรรมมักทำตัวเป็นคนดี
    5. ถ้าอยากเป็นพระเอกต้องเกิดมาจากฝ่ายธรรมะแล้วไปช่วยฝ่ายอธรรมทำดี
    6. พระเอกคือศิษย์ฝ่ายธรรมะที่มีน้ำใจ นางเอกคือลูกสาวฝ่ายอธรรม พระเอกจะต้องดิ้นให้หลุดจากความรักของลูกสาวฝ่ายธรรมะให้ได้
    7. วิชาเจ๋งๆ ลมปราณต้องเดินย้อนกลับ
    8. คนเราใกล้ตาย ต้องคิดไว้ให้ได้มากๆว่าอยากพูดอะไร เพราะพูดจบแล้วจะตายพอดี
    9. ถ้าจะทำร้ายพระเอก อย่าพยายามฆ่าพระเอกเพราะทำไงมันก็ไม่ตาย ทำร้ายคนรอบข้างพระเอกให้มันเสียใจจะดีกว่า
    10. กฎแห่งกรรมมีจริง มีแค้นอย่าชำระ ธรรมะอยู่เหนือบุญคุณ
    15 April

    การรับรู้เวลา

    Thought Experiment:
    1. สมมติว่าคุณเป็นยอดมนุษย์ที่ทำทุกอย่างได้เร็วกว่าคนอื่น 2 เท่า คุณเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็น slow motion ไปหมด นั่นคือเวลาของคนอื่น 1 วินาที ถูกยืดเป็นเวลาของคุณ 2 วินาที (สมมติในหนึ่งวินาทีคนอื่นเขียนอักษรได้ 3 ตัว คุณจะเขียนได้ 6 ตัวเพราะเหมือนกับว่าคุณมีเวลามากขึ้นสองเท่า)
    2. สมมติว่าคุณเป็นยอดมนุษย์ที่มีความสามารถคล้ายๆ กับในข้อ 1. คือคุณเห็นทุกอย่างรอบตัวเป็น slow motion ช้าลงเป็นสองเท่าทั้งหมด แต่ร่างกายของตัวเองก็เคลื่อนไหวเป็น slow motion เช่นกัน นั่นคือคุณมีความเป็นยอดมนุษย์ในเรื่องเฉพาะการรับรู้ แต่ไม่ใช่ในเรื่องร่างกาย (ประสิทธิภาพร่างกายเทียบเท่าคนอื่น) อย่างไรก็ตาม การที่เห็นทุกอย่างเป็น slow motion ก็ยังหมายความว่าเวลาของคุณถูกยืดยาวกว่าเวลาคนอื่น 2 เท่าอยู่ดี
    3. จากข้อสอง ถ้าตัดเรื่องความรับรู้จากภายนอกผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 ออกไป (นั่นคือในข้อนี้ ประสาทสัมผัสรับรู้ของคุณมีประสิทธิภาพด้านความเร็วเทียบเท่าคนอื่น) สิ่งที่ทำให้แตกต่างในเรื่องเวลาระหว่างคุณกับคนอื่นก็จะเหลือเพียงแค่เรื่องของความคิดเพียงอย่างเดียว นั่นคือสมมติว่าคนอื่นคิด 1+1=2 ได้ใน 1 วินาที คุณจะใช้เวลาเพียง 1/2 วินาทีเท่านั้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่คุณเห็นในขณะนี้จะไม่เป็น slow motion อีกต่อไปเพราะว่าประสาทสัมผัสของคุณช้าลง ในข้อนี้คุณจะไม่สามารถแบ่งแยกจากภายนอกได้อีกต่อไปว่าเวลาของคุณช้ากว่าคนอื่น 2 เท่า
    4. สมมติว่าเราสามารถแยกส่วนประกอบย่อยของความคิดต่างๆ ออกเป็นองค์ประกอบย่อยๆ เล็กๆ ที่เล็กที่สุดและไม่สามารถแบ่งต่อไปได้อีก ("atom" ของความคิด คล้ายกับการแบ่งคำสั่งใหญ่ๆ ใน computer เป็นคำสั่งย่อย) ถ้าหน่วยความคิดย่อยเหล่านี้ใช้เวลาในการเกิดและดับไปเท่าๆ กันหมด เราสามารถกล่าวประโยคเช่นว่า นาย a มีความสามารถในการใช้ความคิดในอัตราสูงสุด 50 หน่วยต่อวินาทีได้ ในกรณีของยอดมนุษย์ที่กล่าวในข้อ 3 นั่นคือยอดมนุษย์มีอัตราการใช้ความคิดสูงเป็น 2 เท่าของคนอื่น
    5. มองในมุมกลับกัน การที่ยอดมนุษย์มีเวลาที่ยืดออกเป็น 2 เท่าเทียบกับคนอื่นๆ เกิดจากการที่เขาสามารถคิดด้วยอัตราเร็วเป็นสองเท่าของคนอื่นได้ นั่นคือการที่คนๆ หนึ่งคิดได้เร็ว ทำให้เวลาของคนๆ นั้นยืดออก เมื่อเวลาของคนๆ นั้นยิดออกเขาก็จะรู้สึกว่าเวลาของเขาผ่านไปช้าลง
     
    จาก Thought Experiment จะเห็นได้ว่าเวลาของคนๆ หนึ่งจะผ่านไปเร็วหรือช้าขึ้นกับอัตราการเกิดดับของความคิดที่คนๆ นั้นมีนะขณะนั้นๆ อัตราการเกิดดับความคิดที่มาก จะทำให้รู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าลง นั่นคือการรับรู้เวลาของคนๆ หนึ่งเป็นผลมาจากอัตราความคิดที่คนๆ นั้นมีในขณะนั้นๆ ซึ่งอัตราความคิดนี้นอกจากจะต่างกันในต่างบุคคลแล้วยังต่างกันในคนๆ เดียวด้วยในขณะที่ใช้ความคิดต่างกัน
     
    ตัวอย่าง:
    เราทราบกันว่าเวลาความสุขมักจะผ่านไปเร็วมากกว่าเวลาความทุกข์ ส่วนมากเวลาความสุขก็คิอเวลาที่เราไม่ต้องคิดอะไรมาก (เช่น พักผ่อน) ส่วนเวลาความทุกข์ก็คือเวลาที่เราคิดมาก หรือต้องทำงานหนัก (ซึ่งต้องใช้ความคิด) นั่นเอง
    หรือในกรณีการนอนหลับ ถ้าเราไม่ฝันเราจะไม่ค่อยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปมากเท่าไร หรือบอกไม่ได้ว่าเวลาผ่านไปแค่ไหน แต่ถ้าเราฝันหนักๆ มากๆ จะรู้สึกว่าเวลาผ่านไปนาน แม้จะหลับฝันไปแค่แป๊บเดียว
    14 April

    คนเราจะขี้เกียจก็หาข้ออ้างได้เสมอ

    ก่อนสอบ : ต้องพักผ่อนให้มาก ทำใจให้สบายก่อนสอบ
    หลังสอบ : เพิ่งสอบเสร็จ เหนื่อย ต้องพักผ่อน
     
    วันจันทร์ถึงพฤหัส : การบ้านและงานที่ต้องอ่าน เก็บไว้ทำวันศุกร์เสาร์อาทิตย์ดีกว่า
    วันศุกร์ : วันศุกร์ทั้งทีต้อง party พรุ่งนี้ค่อยทำงาน
    วันเสาร์ : ยังเหลือวันอาทิตย์อีกวัน ไว้ค่อยทำพรุ่งนี้ก็ได้วะ
    วันอาทิตย์ : ทำไม่เราไม่ทำตั้งแต่วันศุกร์วะ T-T ... ทำแค่การบ้านที่ต้องส่งก่อนละกัน พวกที่ไม่จำเป็นไว้ไปทำเอาวันธรรมดา
     
    ก่อนกิน : หิว ไม่มีแรงทำงาน
    หลังกิน : กินอิ่มมาใหม่ๆ ง่วง นอนดีกว่า
     
    ก่อนเที่ยงคืน : รอดึกๆค่อยทำงานดีกว่า
    หลังเที่ยงคืน : ง่วงแล้ว พรุ่งนี้ค่อยทำ
     
    <นอกเรื่อง>
    วันนี้อาจารย์ฟิสิกส์พูดว่า ถ้าจะเช็คว่าเข้าใจในฟิสิกส์มั้ย ให้ถามตัวเองว่าสามารถแก้โจทย์โดยให้ intuition ได้หรือไม่
    10 April

    irony

    การสอนที่ดีที่สุดคือการไม่สอน
     
    การบุกคือการตั้งรับที่ดีทึ่สุด
    การตั้งรับคือการบุกที่ดีที่สุด
     
    เรามักอ่านหนังสือมากไปเวลาข้อสอบง่าย และมักอ่านน้อยไปเวลาที่มันยาก
    และส่วนมาก ส่วนที่อ่านจะไม่ออก ส่วนที่ออกจะไม่อ่าน
     
    วันที่เราจะไม่ขึ้นรถเมล์ มันจะมา
    และมันจะไม่มาในวันที่เราจะขึ้น
    05 April

    abstractation ของความรู้ ความคิด

    รู้แปลว่าจำได้
    คิดเป็นแปลว่าเชื่อมโยงได้
    โดยพื้นฐานการเชื่อมโยงก็มีหลายลักษณะ
    วิเคราะห์ (analyze) กับสังเคราะห์ (synthesize)
    special case กับ generalize
    เหตุ (cause) กับผล (effect)
    ความเหมือนและความแตกต่าง
    ฯลฯ
     
    ความคิดสร้างสรรค์ไม่ใช่การสร้างความรู้ใหม่
    แต่เป็นการสร้างการเชื่อมโยง (connection) ใหม่
    การประยุกต์คือการเชื่อมโยง การเชื่อมโยงที่มีอยู่แล้วไปหาสิ่งใหม่
    การเชื่อมโยงก็สามารถูกเชื่อมโยงได้ ดังนั้นการเชื่อมโยงจึงมีหลายขั้น
    นั่นคือการเชื่อมโยงสามารถกลายเป็นความรู้ และความรู้นั้นก็ถูกเชื่อมโยง
     
    --------------------------------
     
    สารที่เข้ามาหาเราไม่ว่าอยู่ในรูปใดประกอบด้วยสองอย่าง
    content กับ media
    ทั้งคู่สำคัญ
    content คือสิ่งที่แหล่ง (source) ต้องการสื่อให้คนรับรับรู้
    media คือพาหะ วิธีการส่งความรับรู้นั้น
    content ที่ยากเข้าใจได้ด้วย media ที่ดี
    บางครั้ง content-media มีหลายชั้น (layer)
    content หนึ่งอาจเป็น media ของอีก content หนึ่งได้
    เช่นงานเขียนเป็น content บนกระดาษและหมึก
    งานเขียนนั้น อาจใช้สัญลักษณ์
    สัญลักษณ์นั้นเป็น media สิ่งที่สัญลักษณ์สื่อเป็น content
     
    นี่คือสิ่งที่อยากให้ทุกคนมี: การสร้าง connection, การแยก media ออกจาก content
    ทั้งในระดับที่เป็นชั้นเดียว และหลายๆ ชั้น
    06 March

    politics and morality

    "Those who would treat politics and morality apart will never understand the one or the other."
    John, Viscount Morley of Blackburn
     
    Quotation นี้มีนัยอะไรที่เหมาะกับการเมืองไทยขณะนี้มากๆ ในความคิดของเรา
     
    จุดสำคัญที่สุดที่เราคิดถึงคือว่า ผู้นำประเทศต้องมีคุณธรรม
     
    จุดนี้สำคัญกว่าที่ว่าประเทศปกครองด้วยระบอบอะไร ในความคิดของเรา เพราะระบอบการปกครองทุกระบบมีข้อดีข้อเสียของตัวเอง และทุกระบอบถูกออกแบบมาให้ปกครองประเทศได้มีประสิทธิภาพในรูปแบบของมัน โดยประชาชนมีความสุข นั่นคือแก่นของระบอบการปกครองทุกระบบ
     
    ทำไมเราเชิดชูประชาธิปไตย - ก็เพราะว่าด้วยลักษณะของระบอบประชาธิปไตย เรามีโอกาสมีผู้นำที่มีคุณธรรมมากกว่าระบอบอื่น เนื่องจากผู้นำมาจากการเลือกของประชาชน นอกจากนี้ยังมีการคานอำนาจ เป็นเครื่องป้องกันในกรณีที่มีผู้นำไร้คุณธรรมเข้ามา ก็จะไม่สามารถใช้อำนาจในทางที่ผิดได้ (ง่ายนัก)
     
    แต่ ระบบมิสู้คน ระบบย่อมมีช่องโหว่ และคนก็สามารถตลบแตลงหาและใช้ช่องโหว่เพื่อประโยชน์ของตนเอง
    ดังนั้น การอ้างว่าเป็นประชาธิปไตยไม่ได้แปลว่าประเทศจะเดินไปในทางที่ดีได้ ถ้าผู้นำที่ได้มาจากระบบนี้ขาดคุณธรรม
     
    บ้านเมืองต้องการกฎหมายเพราะอะไร? เพราะคนไม่มีจริยธรรม ถ้าทุกคนรู้ถูกผิด รู้จักให้อภัย รู้จักประนีประนอม รู้จักยางอาย และทำในสิ่งที่ถูกต้องด้วยตัวเอง กฎหมายก็ไม่ใช่สิ่งที่จำเป็น การมีกฎหมายกลับเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงว่าเสื่อมของจริยธรรม สิ่งนี้แปลว่าจริยธรรมเป็นรากฐานของกฎหมาย - กฎหมายคือจริยธรรมที่ถูกกำหนดตายตัว และบังคับใช้ นั่นคือเจตนารมณ์ของกฎหมาย
     
    เช่นเดียวกับการอ้างประชาธิปไตย การอ้างว่าถูกต้องตามกฎหมายก็ไม่ได้แปลว่าสิ่งที่ทำนั้น "ถูก" โดยเฉพาะเมื่อกฎหมายถูกแก้เพื่อผลประโยชน์ของผู้นำที่ไร้คุณธรรมที่อ้างกติกาของประชาธิปไตย แต่ไม่เข้าใจแก่นของการปกครองและไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของกฎหมาย
     
    น่าแปลกมั้ย เรามีผู้นำที่ไม่เข้าใจในเรื่องเหล่านี้
    13 February

    14 Feb

    VD
    Valentine's Day
    Venereal Disease
    Happy VD everyone!
    12 February

    determinable or random

    เคยคิดมั้ยว่าโลกเรา determinable หรือ random
     
    ความหมายของเราในที่นี้ก็คือ determinable หมายถึงจักรวาลที่จากสถานะทุกอย่างในปัจจุบัน สามารถบอกถึงสิ่งที่จะเกิดในอนาคตได้ทุกอย่าง (บอกได้ไม่ใช่คนบอกได้เพราะสมองคนไม่น่าจะเก่งพอ แต่หมายถึงอนาคตถูกกำหนดไว้ตายตัวจากสิ่งที่เกิดในปัจจุบัน และปัจจุบันก็ถูกกำหนดอย่างตายตัวด้วยสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต)
     
    ส่วน random หมายถึงไม่มีทางใดเลยที่จะบอกอนาคตได้จากปัจจุบันได้อย่างแน่นอน เพราะมี factor พื้นฐานที่ random อยู่ - ไม่ใช่ random เพราะความ complicate จนอธิบายไม่ได้ (ด้วยสมองมนุษย์) แต่ random ด้วยพื้นฐานของมันเอง นั่นคือไม่ใช่ random แบบ function random ในคอมพิวเตอร์ด้วย (เพราะนั่นไม่ใช่ random ที่แท้จริง)
     
    ถ้าว่าในทางศาสนา detemiable ก็เหมือนกันโชคชะตาฟ้าลิขิตที่ถูกกำหนดมาและเปลี่ยนแปลงไม่ได้ (ฟ้าลิขิตก็คือกฎฟิสิกส์สั่งให้เป็นไปตามนั้น จากตัวแปรต่างๆ ในอดีตถ้าจะมองกลับมาทางวิทย์) ส่วน random ก็เหมือน free will ที่ขึ้นอยู่กับเรา ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่อันนี้จะมองเจาะจงกับมนุษย์มากเกินไปเพราะถ้าพูดแบบนี้ก็แปลว่าสิ่งอื่นที่ไม่มีชีวิตไม่มี randomness แต่ละศาสนาที่มีบนโลกก็สอนต่างๆกันไปในเรื่องนี้ แต่ถ้าเป็นความเชื่อส่วนตัว ผมเชื่อว่ามีทั้งโชคชะตาที่กำหนดกรอบคร่าวๆ และ free will ที่เราก็สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรด้วยตัวเองได้ ปัญหาก็คือว่าเราไม่สามารถรู้ได้ว่า free will นั้น "free" จริง (รู้ได้ไงว่าไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นดลใจให้คิด)
     
    มองในทางฟิสิกส์ กฎฟิสิกส์ในปัจจุบันจริงๆ แล้วยังก้าวหน้าไปน้อยมากเมื่อมองให้ลึกถึงสิ่งที่เรายังไม่รู้เกี่ยวกับธรรมชาติ จริงๆ แล้วมันไม่ได้บอกอะไรเท่าไรด้วยซ้ำเกี่ยวกับว่าสิ่งต่างๆ มี random factor มั้ยหรือ determinable อย่างแน่นอน เพราะกฎและทฤษฎีต่างๆที่เรามีอยู่ ก็ใช้อธิบายได้โดยมี limitation ของมันอยู่ และเราก็ไม่มีวันรู้ว่ามีกฎไหนเป็น absoloute truth หรือไม่ (คือมีกฎไหนที่เป็นกฎของธรรมชาติจริงๆ หรือไม่) เพราะการทดลองก็มี limitation เราสร้างกฎเหล่านี้ขึ้นมาเพื่อพยายามเข้าใจและอธิบายและทำนายให้ได้ อย่างไรก็ตามนักฟิสิกส์แต่ละคนก็จะมีความเชื่อในเรื่อง determinable หรือ random เป็นของตัวเอง เช่น Einstien เชื่อว่า "God doesn't play dice"
     
    ถ้าเราผูกเวลาเข้ากับเรื่อง determinable กับ random ผมคิดว่า random เป็นสิ่งที่น่าจะเป็นจริงมากกว่า เพราะลองคิดถึงว่าทุกสิ่งทุกอย่าง determinable จริง ทุกอย่าง ณ ทุกเวลาก็ถูกกำหนดไว้แล้วจากเงื่อนไขเริ่มต้นที่เวลาเท่ากับ 0 (ถ้ามีเหตุการณ์เวลาเท่ากับ 0) ดังนั้นทุกอย่างก็เหมือนกับเกิดขึ้นแล้ว แล้วเวลาจะมีความหมายอะไร เหตุการณ์ทุกอย่างก็จะเหมือนเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ collapse มารวมกันที่ ณ จุดๆ เดียวของเวลา
     
    ในทางกลับกัน randomness สามารถผูกเข้ากันกับเวลาได้ดีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปขณะหนึ่งๆ ก็มีสิ่ง random เกิดขึ้นมาปริมาณหนึ่งๆ ที่เป็นตัวสร้างอนาคตที่ determine จากอดีตไม่ได้ทุกอย่าง (อาจจะบอกอย่างคร่าวๆ ได้แต่บอกเป๊ะๆ ไม่ได้เพราะไม่รู้ว่าสิ่งที่ random จะได้ผลอย่างไร) สิ่งที่เกิดอย่าง random ทำให้เวลามีความหมายเพราะทำให้มีสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นได้ ซึ่งมันยังไม่เกิดขึ้นมาเพราะไม่มีอะไรบอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น (แม้แต่ตัวจักรวาลเองก็ไม่รู้ เพราะ random ที่แท้จริงย่อมรู้ผลก่อนไม่ได้)
     
    ปัญหาที่ random จะมีก็คือจักรวาลนี้สร้างอะไรที่ random ในรากฐาน (fundamental) ของมันได้อย่างไร? กลไกขอการ random เป็นอย่างไร? กลไกของการ random นี้ต้องเป็นกลไกที่ไม่สามารถ determinable เพราะถ้าเราบอกกลไกของการ random ที่ determinable ได้ ก็จะทำให้เรา determine สิ่งที่ random จะสร้างได้ซึ่งทำให้มันไม่เป็น random ที่แท้จริง อีกปัญหานึงก็ของ random ขัดกับหลักเหตุผลเพราะว่าเหตุผลคือทุกสิ่งเกิดจากเหตุและบอกผลได้โดยเหตุ แต่ random ไม่มีเหตุ และแน่นอนว่าบอกผลไม่ได้ หรือว่าหลักเหตุของเราผิด?
     
    เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คิดไม่ออกซะที ใครคิดอะไรออก ช่วย comment ด้วยนะครับ
    06 February

    ความคิดในวันนี้

    คิดว่าจะเขียนเก็บไว้ มาอ่านตอนแก่ขึ้นสักปีนึงดูว่าจะเหมือนเดิมมั้ย
     
    1. จุดยืน/ปรัชญาชีวิตของคนๆหนึ่ง เป็นสิ่งหลักที่กำหนดความคิด การกระทำของคนๆนั้น
    บางคนเชื่อในผลลัพธ์ที่ดี ไม่สนใจวิธีการ
    บางคนเชื่อในวิธีการที่ดี ส่วนผลลัพธ์คือผลพลอยได้
    บางคนหาวิธีที่ดี ที่ให้ผลลัพธ์ที่ดีได้
    บางคนเชื่อว่าทำดีจะได้ดี
    บางคนไม่เชื่อเรื่องกรรม
    บางคนทำดีเพราะรู้สึกดี
    บางคนทำดีเพราะกลัวบาป
    บางคนทำดีทำเท่
    บางคนเห็นว่าความชั่วเท่
    ฯลฯ
    สิ่งเหล่านี้เมื่อผสมกับประสบการณ์ ก็กำหนดการกระทำ
     
    2. เวลาเรามีอาจารย์ที่สอนตามหนังสือ เราก็บอกว่าสอนน่าเบื่อ มีอยู่ในหนังสือแล้วจะสอนอีกทำไม
    เวลาเรามีอาจารย์ที่สอนอะไรแปลกนอกเหนือจากในหนังสือ เราก็บอกว่าไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ ไม่ได้เอามาสอบ สอนทำไม
    มันไม่ได้อยู่ที่ตัวอาจารย์ ว่าเราจะเรียนหรือไม่ แต่มันอยู่ที่ตัวเรา อย่ามัวแต่หาข้ออ้าง
     
    3. การศึกษาไม่ได้มีหน้าที่สอน
    การศึกษามีหน้าที่ทำให้คนรักที่จะเรียนรู้
    การเรียนรู้นอกจากอาศัยอิทธิบาทสี่ ยังต้องอยู่บนพื้นฐานของตนเป็นที่พึ่งแห่งตน
     
    4. เนื้อหา กำหนดกรอบ/ขอบเขตของวิชา
    แต่ปรัชญา หลักการ วิธีคิด ของวิชานั้นๆ ถึงจะเป็นตัวแก่น
    แต่แก่นนั้นก็ได้ถูกะพัฒนามาให้เหมาะสมกับตัวเนื้อหา
    อย่างไรก็ตาม เราสามารถได้ความรู้ใหม่ ด้วยการผสมผสานต่างแก่น ต่างเนื้อหาเข้าด้วยกัน
    นี่คือความหมายของบูรณาการ (ไม่ใช่การเรียนเลขและชีวะด้วยกันโดยการนับจำนวนใบไม้ อันนั้นเรียกว่าใช้ใบไม้เป็นสื่อในการเรียนเลข)
     
    5. เราควรคิดก่อนพูดกะเพื่อน
    แต่เพื่อนสนิทคือคนที่ทำให้เราสบายใจพอที่จะพูดโดยไม่คิดมากได้
     
    6. ถ้ารู้สึกว่าเวลามันผ่านไปเร็วขึ้นกว่าแต่ก่อน
    ขอให้รู้ตัวว่าแก่
    12 December

    final

    final เยียนเยี่ยมใกล้      ทุกที
    คิดเบี่ยงเบือนเบียนหนี  ไม่พ้น
    อิดเอียนอ่านจนตี          สามสี่ ไม่จบ
    ความโง่ทะลักล้น           ท่วมทั้งตัวเรา
     
     
     
     
    02 December

    ชอบกลอนนี้มากๆ

     ถึงม้วยดิน สิ้นฟ้ามหาสมุทร ไม่สิ้นสุดความรักสมัครสมาน
    แม้ อยู่ในใต้หล้าสุธาธารขอพบพานพิศวาสไม่คลาดครา ..
    แม้นเนื้อเย็นเป็นห้วงมหรรณพ พี่ขอพบศรีสวัสดิ์เป็นมัจฉา
    แม้เป็นบัวตัวพี่เป็นภุมราเชยผกาโกสุมปทุมทอง ..

    แม้เป็นถ้ำอำไพใคร่เป็นหงษ์
    จะร่อนลงสิงสู่เป็นคู่สอง
    ขอติดตามทรามสงวนนวลละออง
    เป็นคู่ครองพิศวาสทุกชาติไป
    07 November

    เรื่องที่ควรรู้เกี่ยวกับรัฐบาลชุดนี้

    1. เรื่องสมเด็จพระสังฆราช
    2. เรื่องโผแต่งตั้งทหาร
    3. เรื่องผู้ว่าสตง.
    4. เรื่องการแปรรูป
    5. เรื่องความล้มเหลวของกองทุนหมุ่บ้าน
    6. เรื่องการซื้อเสียง
    7. เรื่องการไม่จัดการคนทุจริต แม้มีใบเสร็จ
    8. เรื่องการให้คนใกล้ชิดของนายก เข้าไปมีบทบาทในทุกองค์กรสำคัญ
    9. เรื่องตึกไทยคู่ฟ้า

    ใครไม่รู้เรื่องไหน ควรทำตัวให้รู้ซะ จะได้ไม่ถูกปิดหูปิดตา

    01 November

    ต่างๆ นานาจากวันนี้

    วันนี้ฟังสนธิเรื่องเศรษฐกิจแบบตะวันตก vs. พอเพียง
    ชอบวิธีมองเศรษฐกิจพอเพียงที่เค้าพูด คือเวลาจะทำอะไรก็ดูตามลำดับดังนี้
    1. มองว่าจำเป็นมั้ย
    2. มองว่ามีประสิทธิภาพมั้ย
    3. มองเรื่องเงิน

    แล้วเค้าก็พอถึงเศรษฐกิจตะวันตกในลักษณะที่มีการขยายตัวไม่รู้จักพอ เช่นในยุคล่าอาณานิคมก็คือต้องการ m&m - material and market

     

    แล้ววันนี้เราก็ทบทวน bio ที่เรียนอยู่ มันหลักฐานว่าต้นกำเนิดของมนุษย์เนี่ยมีพฤติกรรม canibalism ด้วย คือฆ่ากิน specie เดียวกันเอง แต่ก็จะมีบางกลุ่ม hominids ในอดีตที่มีวัฒนธรรมที่สวยงาม เช่นการฝังศพพร้อมกับดอกไม้ พวกนักมนุษยวิทยาที่อยากศึกษาเรื่องนี้บางคนก็จะอยากให้ hominids กลุ่มนี้เป็นต้นกำเนิดของเรา เพราะดูรักสงบ มนุษย์กลุ่มที่ว่านี้คือ Neanderthal ซึ่งก็โดน replace โดยพวกเรา Homo sapiens เรียบร้อยแล้ว (Neanderthal อยู่คนละ linage (สายวิวัฒนาการ) กะเรา แต่ก็มีต้นกำเนิดแตกมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน)

     

    เรามาคิดดูจากสิ่งที่สนธิพูด มนุษย์ปัจจุบันก็ยังทำ canibalism อยู่...

     


    ...แต่เป็น economic canibalism

    31 October

    function ความสวยของผู้หญิง

    1.) อันแรกนี่ได้มาจากอาจารย์วู้ดดี้ว่าผู้หญิงจะสวยที่สุดต้องมีระยะที่พอเหมาะ ถ้าไกลไปก็ไม่ค่อยเห็น ถ้าใกล้ไปก็เห็นรายละเอียดเยอะเกินไป (เช่นสิว และอื่นๆ) แล้วเค้าก็วาด graph ให้ดู เหอๆ
    เราเอามาประมาณเอาเองมั่วๆ ว่าความสวยให้เป็น b(r) เป็น function ของ r ระยะทางจะได้ว่า
    b(r) = k(r^2)exp(-a*r)
    โดยที่ k เป็นค่าที่บอกความสวย เป็นได้ทั้งบวกและลบ (บวกคือสวย ลบคือ...) หรือถ้าอยากให้สวยอย่างซับซ้อนหรือสวยในจินตนาการก็คงต้องเป็น complex number
    ส่วน a > 0 เสมอ เป็นค่าที่บอกว่าความสวย (หรือความน่าเกลียด) ลดลงเร็วแค่ไหนเมื่อระยะทางไกลออกไป
    จากสมการจะเห็นว่าที่ค่า r น้อยๆ r^2 จะ dominate ทำให้ค่าเพิ่มขึ้นเมื่อ r เพิ่ม แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งแล้ว term exp จะ dominate แทนทำให้ค่า b(r) ลดลงเมื่อ r เพิ่ม
    นั่นคือจะมีค่า r ที่ทำให้สวยที่สุดอยู่ (หรือน่าเกลียดที่สุด ถ้า k<0) หาได้โดยการ diff สมการนี้แล้วจับเท่ากับ 0
     
    2.)อันนี้ได้มาจากการสังเกตคนที่นี่ที่เวลามองข้างหลังแล้วสวย แต่หันหน้ามาแล้วสยึมกึ๋ย ได้ข้อสรุปว่าความสวยจะต้องมีมุมที่เหมาะสม และมี critical value ที่เมื่อหันหน้าผ่านจุดนั้นมาแล้วจะทำให้ไม่สวย
    แต่เพื่อ generalize ไม่ใช่ทุกคนที่หันมาแล้วไม่สวย คนที่หันมาแล้วสวยขึ้นก็มี
    เมื่อเกี่ยวกะมุมก็น่าจะมองเป็น periodic fn อันนี้ให้เป็น p(t) ละกัน เมื่อ t เป็นมุมที่วัดจากแสกหน้า
    p(t) = Acos^3(t - u) + B
    โดยที่ u เป็นมุมสวยที่สุดเฉพาะบุคคล
    A เป็น ค่าคงที่ความสวยที่แปรผันโดยมุม เช่นคนที่แตกต่างมากเมื่อมองจากด้านหน้าเทียบหลัง จะมีค่า A สูง
    B เป็น ค่าคงที่ความสวยพื้นฐานที่ไม่แปรโดยมุม เช่น ถ้า B>>A แสดงว่าสวยคงที่ไม่ค่อยขึ้นกับมุม
    ที่เราติดกำลังสามเข้าไปด้วยเพราะความสวยจะขึ้นลงเร็ว และถ้าลองดูกราฟของ cos^3 จะเห็นว่ามันจะมีช่วงกลางๆ ที่ดูไม่ออกว่าสวยหรือไม่สวยด้วย
    20 October

    ความแตกแยกระหว่างชีวะและฟิสิกส์

    ทำไมคนชอบฟิสิกส์มักไม่ชอบชีวะ
    ทำไมคนชอบชีวะมักไม่ชอบฟิสิกส์
    เราคิดว่า นั่นเพราะคนคิดว่าฟิสิกส์เป็นวิชาคำนวณ ชีวะเป็นวิชาท่องจำ
    ซึ่งมันถูกครึ่งไม่ถูกครึ่งนึง
    การคำนวณและการจำ เป็นเหมือนภาษาที่ใช้สื่อสารของฟิสิกส์และชีวะ มากกว่าที่จะเป็นแก่นของมัน
    เช่นการบอกว่าอนุภาคหนึ่งเคลื่อนที่อย่างไรในฟิสิกส์ ถ้าไม่ใช้เลข คงต้องอธิบายกันปวดหัวน่าดู
    หรือการคุยเกี่ยวกับอวัยวะหนึ่งๆ ในสัตว์ชนิดหนึ่งๆ ของชีวะ ถ้าไม่รู้ชื่ออวัยวะและชื่อ specie คงต้องอธิบายกันน่าดูว่าพูดถึงอะไรอยู่
    จริงๆ แล้วแก่นของทั้งฟิสิกส์และชีวะก็เหมือนกันคือวิทยาศาสตร์
    พยายามที่จะอธิบายและทำนายธรรมชาติ
    ทั้งคู่ก็ตั้งบนพื้นฐานของเหตุผล บนการสังเกต ทดลอง ตั้งทฤษฎี
    อาจจะมีหลักการคิดต่างกัน แต่ก็บนพื้นฐานเดียวกัน
     
    การที่ฟิสิกส์และชีวะดูจะไม่ถูกกันในสายตาคนส่วนมากสะท้อนอะไรให้เราเห็น
    มันทำให้ว่าการศึกษาในโรงเรียนไม่ได้ทำให้เราเห็นแก่นของสิ่งที่เราศึกษาชัดเจนนัก
    จึงไปติดกับเปลือกนอกของวิชามากกว่าแก่น
    03 October

    Dragonball mania

    ช่วงนี้ชอบโหลด dragonball มาดู บ้าดีเหอๆ
    ดูแล้วคิดถึงตอนเด็กๆ ที่จะตื่นมาดูการ์ตูนตอนเช้าวันเสาร์อาทิตย์
    ตอนนั้นล่ะตื่นได้
    ไม่รู้ทำไมตอนนี้กลายเป็นตื่นหลังเที่ยงตลอดเลย
     
    พูดถึง dragonball
    ตอนนี้โหลดพวกภาค gt กะพวก movie พิเศษมาดู
    น่าแปลกใจที่การที่โกคูกลายเป็นเด็กในภาค gt ทำให้ดูน่ารักดี
    แต่ดูไปแล้ว เป็นเด็กแล้วสมเหตุสมผล เพราะนิสัยมันก็เด็กอยู่แล้ว
    สิ่งที่น่าแปลกก็คือว่าฝ่ายคนดีโดนซัดเท่าไรก็จะไม่ตาย จะมีลูกฮึดประมาณ 10 กว่ารอบ
    แล้วถึงตายก็จะหา dragonball มาชุบชีวิตจนได้
    ส่วนฝ่ายคนร้าย ดูเก่งกว่าชัดๆ
    พลาดทีเดียวดันตายซะงั้น ไร้โอกาสแก้ตัว
    มันดูไม่ยุติธรรมไงไม่รู้แฮะ
     
    พูดเรื่องสังคม
    เราว่าฝ่ายคนดีจริงๆ แล้วดูบงการชีวิตคนอื่นสุดๆ
    คือพอมีตัวร้ายมาทำลายเมือง
    ชาวบ้านก็ตาย
    แล้วสู้กันเสร็จ ฝ่ายคนดีก็ใช้ dragonball ฟื้นคืนทุกอย่าง
    แล้วก็ตายกันอีก แล้วก็ชุบขึ้นมาอีก
    คือ...ไม่เข้าใจว่าจะมีสิทธิ์อะไรมากำหนดความเป็นความตายคนอื่น
    คนที่ตายแล้วอาจจะไม่อยากกลับมาก็ได้ อาจจะอยากตายๆ จบๆ ไป
    ดูละเมิดสิทธิกันยังไงไม่รู้
     
    แต่ก็เอาเถอะ ดูแบบไม่เครียดดีกว่า เหอๆ
    ปล่อยคลื่นเต่ากันไปมา Kamenkamen HAAAAAAAAAAA
    28 September

    midterm

    midterm แปลว่าอะไร
    มิดแปลว่าไม่พ้น
    เทอมแปลว่าเทอม
    มิดเทอมจริงแปลว่า เรียนไม่พ้นเทอมนี้แน่ๆ เหอๆ